<?xml version='1.0' encoding='UTF-8'?><?xml-stylesheet href="http://www.blogger.com/styles/atom.css" type="text/css"?><feed xmlns='http://www.w3.org/2005/Atom' xmlns:openSearch='http://a9.com/-/spec/opensearchrss/1.0/' xmlns:georss='http://www.georss.org/georss' xmlns:gd='http://schemas.google.com/g/2005' xmlns:thr='http://purl.org/syndication/thread/1.0'><id>tag:blogger.com,1999:blog-5716352355116564401</id><updated>2011-07-30T13:18:56.374-07:00</updated><category term='10 เคล็ดลับการยื่นแบบ ภ.ง.ด.50'/><category term='คำแนะนำก่อนการกู้เงินซื้อบ้าน'/><category term='ดัชนีราคาหุ้นคืออะไร'/><category term='หุ้น คืออะไร?'/><category term='ดูไบเวิลด์ทุบหุ้นโลกดิ่ง'/><category term='วิกฤติ คือ โอกาส'/><title type='text'>ตลาดหุ้น การลงทุน การเงิน เอกสาร เศรษฐกิจ</title><subtitle type='html'></subtitle><link rel='http://schemas.google.com/g/2005#feed' type='application/atom+xml' href='http://rich2share.blogspot.com/feeds/posts/default'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5716352355116564401/posts/default?max-results=100'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://rich2share.blogspot.com/'/><link rel='hub' href='http://pubsubhubbub.appspot.com/'/><author><name>elle_famous</name><uri>http://www.blogger.com/profile/05513716931450387235</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='23' height='32' src='http://4.bp.blogspot.com/_CzRexHdXy8Y/Sy3qU56pohI/AAAAAAAABZc/ektAYOt8IYk/S220/1.jpg'/></author><generator version='7.00' uri='http://www.blogger.com'>Blogger</generator><openSearch:totalResults>6</openSearch:totalResults><openSearch:startIndex>1</openSearch:startIndex><openSearch:itemsPerPage>100</openSearch:itemsPerPage><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5716352355116564401.post-401975537909618874</id><published>2009-12-15T21:52:00.000-08:00</published><updated>2009-12-31T00:48:47.104-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='10 เคล็ดลับการยื่นแบบ ภ.ง.ด.50'/><title type='text'>10 เคล็ดลับการยื่นแบบ ภ.ง.ด.50</title><content type='html'>ผู้ใดยื่นแบบ ภ.ง.ด.50 ไปแล้ว ไม่เคยถูกสรรพากรสะกิด นับว่าโชคดียิ่งกว่าถูกหวย ส่วนผู้ที่โชคไม่ดี มักจะถูกเทียบเชิญ (หมายเรียก) ให้ส่งบัญชีและเอกสารไปให้เจ้าหน้าที่ทำการตรวจสอบย้อนหลัง ซึ่งมักจะลงเอยด้วยการถูกประเมินภาษีเพิ่มเติม ไม่มากก็น้อย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บางคนอยู่ดีไม่ว่าดี ดันไปยื่นคำร้องขอคืนภาษี กลุ่มนี้เทียบได้กับการไปแงะอ้อยจากปากของช้าง… ผลลัพธ์จะเป็นเช่นไร ท่านผู้อ่านคงหลับตานึกภาพออกกระมัง!&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จากสถิติของการตรวจสอบภาษีอากรพบ ว่า ไม่มีบริษัทใดในประเทศไทย ยื่นเสียภาษีอย่างถูกต้องบริสุทธิ์ผุดผ่อง โดยไม่มีข้อผิดพลาดเลย ไม่ว่าบริษัทนั้นจะมีขนาดเล็ก กลาง หรือใหญ่ จนกระทั่งยักษ์ใหญ่ก็ตามที ทั้งนี้เพราะสาเหตุหลายประการ อาทิ ความซับซ้อนของตัวบทกฎหมาย และความไม่สมบูรณ์ของระบบบัญชีและเอกสารในระบบธุรกิจของบ้านเรา ทำให้กิจการที่ดีก็พลอยขาดเอกสารบางส่วนไปด้วย เป็นต้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อีกเพียง 2 เดือนก็จะเป็นเส้นตายของการยื่นแบบ ภ.ง.ด.50 เพื่อชำระภาษีเงินได้นิติบุคคลอีกครั้งหนึ่ง ผู้เขียนจึงขอมอบคาถาสัก 10 ข้อพอสังเขปเพื่อเป็นอุทาหรณ์ และข้อควรระวังก่อนยื่นแบบ หวังว่าคงเป็นประโยชน์ได้บ้างตามสมควร…&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://4.bp.blogspot.com/_CzRexHdXy8Y/Syh17w7yKlI/AAAAAAAABY0/LK3wxZm_FBc/s1600-h/article_tax7_ip.jpg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;width: 320px; height: 318px;" src="http://4.bp.blogspot.com/_CzRexHdXy8Y/Syh17w7yKlI/AAAAAAAABY0/LK3wxZm_FBc/s320/article_tax7_ip.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5415708221521406546" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1. ให้กรอกแบบ ภ.ง.ด.50 ตามคำแนะนำท้ายแบบ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ข้อผิดพลาดที่ตรวจพบเนืองๆ มีหลายลักษณะ อาทิ กรอกรายได้ที่ต้องเสียภาษี กับรายได้ที่ไม่ต้องเสียภาษีสลับช่องกัน จึงเป็นเหตุให้ถูกออกหมายเรียกก็มี บางรายไม่ใช้แบบติดสติ๊กเกอร์ที่สรรพากรส่งให้ แต่กลับกรอกชื่อ ที่อยู่ และเลขประจำตัวผู้เสียภาษีด้วยมือและผิดพลาด จึงถูกวิเคราะห์ว่ามิได้ยื่นแบบเพราะเครื่องคอมพิวเตอร์ค้นไม่พบ เป็นต้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2. งบการเงิน (งบดุล งบกำไรขาดทุน) ควรเปิดเผยข้อมูลเท่าที่จำเป็น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บางรายแสดงรายละเอียดของรายการบัญชี มากเกินไป จึงเปิดช่องให้ถูกวิเคราะห์พบความผิดพลาดได้ง่าย วิธีที่ดีที่สุดคือเปิดเผยข้อมูลเพียงเท่าที่ ก.บช. กำหนดบังคับไว้… เข้าทำนอง “พูดน้อยผิดน้อย พูดมากก็ต้องผิดมากเป็นธรรมดา”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;3. หมายเหตุประกอบงบการเงิน ไม่ควรมีการสารภาพบาป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตัวอย่างของบริษัทรายหนึ่งเปิดเผยว่า ได้มีการกู้ยืมเงินจากต่างประเทศเพื่อซื้อเครื่องจักรขนาดใหญ่ โดยมีระยะเวลาผ่อนชำระเงินกู้พร้อมดอกเบี้ยเริ่มแต่ปี 2537 เป็นเวลา 5 ปี… จากการตรวจสอบ ภ.ง.ด.54 ไม่ปรากฏว่าบริษัทได้หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายตามมาตรา 70 ในอัตรา 15% ของค่าดอกเบี้ยจ่าย แต่อย่างใด!&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;4. ให้พยายามหลีกเลี่ยง ‘การขอคืนภาษี’&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในบรรดาเหล่าผู้กล้าที่อาจหาญเข้าไป อุ้มลูกเสือ ล้วนเสียชีวิตภายในถ้ำมานับไม่ถ้วน...ดังนั้น ถ้าบัญชีของท่านไม่ดีและถูกต้องจริงๆ แล้วไซร้ ผู้เขียนขอเตือนว่า “อย่าดีกว่า!”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span id="fullpost"&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;5. ไม่ควรยื่นแบบเพิ่มเติมบ่อยๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพื่อนคนหนึ่งของผู้เขียนเป็นผู้สอบ บัญชี จึงเป็นคนละเอียดละออได้แนะนำให้ลูกค้ารายหนึ่งยื่นแบบ ภ.พ.30 เพิ่มเติมเดือนละ 3-4 ฉบับอยู่เป็นนิจ ทั้งๆ ที่เป็นข้อผิดพลาดเพียงเล็กๆน้อยๆ (ขอคืนภาษีบ้าง ชำระเพิ่มเติมบ้าง) ก็เลยถูกสรรพากรเรียกตรวจปฏิบัติการภาษีมูลค่าเพิ่มบ่อยๆ และถูกประเมินภาษี จนแทบหมดกำลังใจทำการค้า! … เลยได้ข้อสรุปว่า การยื่นแบบถี่ๆ เช่นนี้ เสมือนมีนางกวักชั้นดีอยู่ในบ้าน (ไว้กวักเรียกสรรพากร) นั่นเอง!&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;6. อัตรากำไรขั้นต้นต่ำไปมักจะถูกเพ่งเล็ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในการวิเคราะห์งบการเงินเพื่อคัด เลือกรายมาทำการออกหมายเรียกจุดหนึ่งที่ต้องพิจารณาเสมอคือ ‘อัตรากำไรขั้นต้น’ โดยจะเทียบเคียงกับอัตรากำไรปีก่อนๆ ของบริษัทเอง และ/หรือเทียบเคียงกับธุรกิจประเภทเดียวกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;7. ‘เงินสด’ คงเหลือมากเกินไป บ่งว่าทำบัญชี 2 ชุด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตามระบบการควบคุมภายใน (internal control) ที่ดี กิจการควรรับจ่ายเงินผ่านระบบธนาคาร โดยมี ‘เงินสดย่อย’ (petty cash) ไว้ใช้จ่ายเบ็ดเตล็ด ดังนั้น งบการเงินของบริษัทใดแสดงเงินสดคงเหลือในมือมากๆ จึงเป็นเครื่องชี้ว่าไม่สุจริต เว้นแต่บางกิจการที่ค้าขายด้วยเงินสด เช่น กิจการร้านอาหาร และร้านค้าปลีก เช่น 7-ELEVEN ฯลฯ ก็พอรับฟังได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;8. บัญชี ‘เจ้าหนี้เงินยืมกรรมการ’ บ่งว่าอาจหลบรายได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แหล่งที่มาของเงิน (source of fund) ของบริษัทมี 3 แหล่งใหญ่ๆ คือได้มาจากการกู้ยืม การลงทุน/เพิ่มทุนของผู้ถือหุ้น และกำไร (รายได้ท่วมรายจ่าย)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลายบริษัทรับเงินค่าขายสินค้า แต่ลงบัญชีเป็นเงินกู้ยืมจากกรรมการ บางรายแจ้งว่ากู้มา โดยมีเศษ ทศนิยมก็มี เช่น 310,401.33 บาท เป็นต้น ซึ่งเมื่อไต่สวนแล้ว ล้วนเป็นการแจ้งเท็จ จึงต้องถูกประเมินภาษีเพิ่มเติม 30% ของยอดเงินดังกล่าว พร้อมเบี้ยปรับ 1 เท่าและเงินเพิ่มอีก 1.5%&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;9. การแจ้งเลิก แจ้งย้าย ก็มักจะถูกตรวจสอบ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เป็นธรรมเนียมของสรรพากรมาแต่โบราณ กาล กรณีมีผู้มาแจ้งขอเลิกกิจการหรือขอย้ายข้ามเขต ก็มักจะต้องถูกสรรพากรท้องที่เดิม ทำการตรวจสอบภาษี นัยว่าเป็นการเคลียบัญชีกันก่อนจะจาก แต่บางคนบอกว่าเป็นการเสียเงินเพื่อเซ่นเจ้าที่เจ้าทางเพื่อความเป็นศิริ มงคล!&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;10. ประเด็นที่มีกฎหมายลูกต้องถูกตรวจสอบเสมอ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กรณีดังกล่าวได้แก่ ค่าเสื่อมราคาทรัพย์สิน (พ.ร.ฎ. # 145) ค่ารับรอง (กฎกระทรวง # 143) หนี้สูญ (กฎกระทรวง #186) เป็นต้น เพราะหลักเกณฑ์ตามกฎหมายลูก จะแตกต่างจากหลักการบัญชี จึงมักปฏิบัติผิดพลาดกันอยู่เสมอๆ…เรียกว่าจิ้มไปตรงไหน ก็มักจะได้ภาษีเพิ่มเป็นนิจ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การเสียเวลาสอบทานข้อมูลเสียแต่ต้น ก่อนจะยื่นแบบ จะช่วยให้ท่านสบายใจได้ว่าอย่างน้อยก็ไม่มีข้อผิดพลาดใหญ่ๆ ให้ช้ำใจในภายหลัง…เพราะความช้ำใจจากความแตกแยกในสังคมทุกวันนี้ ก็หนักหนาสากรรจ์อยู่แล้ว อย่าให้ต้องช้ำซ้ำสองเพราะ ‘สรรพากร’ อีกเลย สาธุ!&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บทความโดย : อมรศักดิ์ พงศ์พศุตม์  Tax &amp; Business Magazine&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5716352355116564401-401975537909618874?l=rich2share.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://rich2share.blogspot.com/feeds/401975537909618874/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://rich2share.blogspot.com/2009/12/10-50.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5716352355116564401/posts/default/401975537909618874'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5716352355116564401/posts/default/401975537909618874'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://rich2share.blogspot.com/2009/12/10-50.html' title='10 เคล็ดลับการยื่นแบบ ภ.ง.ด.50'/><author><name>elle_famous</name><uri>http://www.blogger.com/profile/05513716931450387235</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='23' height='32' src='http://4.bp.blogspot.com/_CzRexHdXy8Y/Sy3qU56pohI/AAAAAAAABZc/ektAYOt8IYk/S220/1.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://4.bp.blogspot.com/_CzRexHdXy8Y/Syh17w7yKlI/AAAAAAAABY0/LK3wxZm_FBc/s72-c/article_tax7_ip.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5716352355116564401.post-6764638119830718804</id><published>2009-11-30T00:33:00.000-08:00</published><updated>2009-12-15T22:00:09.470-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ดูไบเวิลด์ทุบหุ้นโลกดิ่ง'/><title type='text'>ดูไบเวิลด์ทุบหุ้นโลกดิ่ง</title><content type='html'>&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://3.bp.blogspot.com/_CzRexHdXy8Y/SxOD8qGHIoI/AAAAAAAABVA/PzUh2xXP-uI/s1600/1314_2.gif"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;width: 320px; height: 213px;" src="http://3.bp.blogspot.com/_CzRexHdXy8Y/SxOD8qGHIoI/AAAAAAAABVA/PzUh2xXP-uI/s320/1314_2.gif" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5409812655517409922" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หุ้นโลกดิ่งเป็นโดมิโนหลังฟองสบู่แตกที่ดูไบ หวั่นกลายเป็นสึนามิการเงินรอบใหม่ หุ้นไทยเก่งติดลบแค่ 5 จุด &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผู้รับเหมาก่อสร้างไทยดาหน้ายันไม่กระทบนักลงทุนตื่นตระหนกกับฟองสบู่แตกที่ ดูไบเทกระจาดหุ้นไปทั่วโลก ส่งผลให้ตลาดหุ้นยุโรปดิ่งลงเหว ลามถึงตลาดเอเชีย &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โดยเฉพาะฮ่องกง รูดมหาราชกว่า 1,075 จุด หรือทรุดหนัก 4.84% ฉุดให้หุ้นไทยลงหลุมตามในช่วงบ่ายกดดัชนีลงไปต่ำสุดที่ 669.34 จุด ก่อนมีแรงซื้อหุ้นตัวใหญ่ ส่งผลให้ตาดฟื้นปิดที่ 680.37 จุด ลดลง 5.36 จุด หรือ0.79% นับว่าน้อยที่สุดในเอเชีย โดยต่างชาติขายเพียง 205 ล้านบาท&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5716352355116564401-6764638119830718804?l=rich2share.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://rich2share.blogspot.com/feeds/6764638119830718804/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://rich2share.blogspot.com/2009/11/blog-post.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5716352355116564401/posts/default/6764638119830718804'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5716352355116564401/posts/default/6764638119830718804'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://rich2share.blogspot.com/2009/11/blog-post.html' title='ดูไบเวิลด์ทุบหุ้นโลกดิ่ง'/><author><name>elle_famous</name><uri>http://www.blogger.com/profile/05513716931450387235</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='23' height='32' src='http://4.bp.blogspot.com/_CzRexHdXy8Y/Sy3qU56pohI/AAAAAAAABZc/ektAYOt8IYk/S220/1.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://3.bp.blogspot.com/_CzRexHdXy8Y/SxOD8qGHIoI/AAAAAAAABVA/PzUh2xXP-uI/s72-c/1314_2.gif' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5716352355116564401.post-1911224396684315764</id><published>2009-05-13T10:31:00.000-07:00</published><updated>2009-12-15T22:00:30.049-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='คำแนะนำก่อนการกู้เงินซื้อบ้าน'/><title type='text'>:: คำแนะนำก่อนการกู้เงินซื้อบ้าน ::</title><content type='html'>ผู้ซื้อบ้านส่วนใหญ่กว่าร้อยละ 90 ไม่มีเงินพอที่จะซื้อบ้านด้วยเงินสด จึงมักจะต้องกู้เงินจากสถาบันการเงิน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1.จะกู้เงินต้องรอบคอบ&lt;br /&gt;    คุณเป็นคนหนึ่งที่กำลังวางแผนจะซื้อบ้าน หรือได้ตัดสินใจซื้อและผ่อนดาวน์ค่าซื้อบ้านมาระยะหนึ่งแล้ว ช่วงต่อมาคุณก็จะต้องหาเงินกู้ในส่วนที่ขาดเพื่อชำระราคาให้กับผู้ขาย ซึ่งในการกู้เงิน จำเป็นที่จะต้องกระทำอย่างรอบคอบ เพื่อให้ความฝันในการมีบ้านเป็นของตนเองเป็นความจริง อย่างยั่งยืน ไม่เกิดปัญหาตามมาในภายหลัง การกู้เงินเพื่อซื้อบ้าน มีประเด็นที่จะต้องทำความเข้าใจ หรือตัดสินใจหลายประการ ดังเช่น จะกู้จำนวนเท่าใด จะกู้ระยะเวลานานเท่าใด จะกู้อัตราดอกเบี้ยคงที่หรือลอยตัวดีกว่า จะต้องผ่อนชำระเงินงวดเท่าใด เงินงวดที่ผ่อนสัมพันธ์อย่างไรกับวงเงินกู้ ระยะเวลากู้ และอัตราดอกเบี้ย จะกู้เงินกับธนาคารไหนดี การกู้เงินต้องมีหลักฐานอะไร ใช้เวลานานเท่าใดจึงจะได้รับการอนุมัติกู้ ธนาคารใช้หลักเกณฑ์อย่างไรในการพิจารณาอนุมัติกู้ หรือหากยื่นกู้แล้วธนาคารไม่อนุมัติกู้ หรือกู้ได้น้อยจะทำอย่างไร กู้เงินทำไมต้องมีการประเมินค่าและทำจำนองด้วย ในการกู้เงินต้องเสียค่าใช้จ่ายอย่างไรบ้าง เหล่านี้เป็นต้น สำหรับเอกสารคู่มือนี้ มุ่งจะให้คุณทราบถึงแนวทางเบื้องต้นในการเลือกสถาบันการเงิน ประเภทของสินเชื่อ กลไกสินเชื่อ รวมทั้งขั้นตอนการยื่นกู้เงินเพื่อซื้อที่อยู่อาศัยจนกระทั่งคุณได้รับเงินกู้ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2. การเลือกสถาบันการเงิน&lt;br /&gt;    สถาบันการเงินที่จะให้คุณกู้เพื่อซื้อบ้านมีจำนวนมาก ได้แก่ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธนาคารออมสิน ธนาคารกรุงไทย ธนาคารพาณิชย์ บริษัทเงินทุน บริษัทเครดิตฟองซิเอร์ ซึ่งปัจจุบัน สถาบันการเงินเหล่านี้ ต่างก็แข่งขันกันในการปล่อยสินเชื่อให้แก่ประชาชน ประเด็นคือ คุณควรจะกู้ที่ไหนดี ที่จะช่วยให้เกิดการประหยัดเงินมากที่สุด และคุณได้รับความสะดวกสบายที่สุด ทั้งมีเงื่อนไขที่สอดคล้องกับความต้องการของคุณมากที่สุด ดังนั้น คุณจึงจำเป็นต้องหาข้อมูลเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ เงื่อนไขการกู้ และค่าใช้จ่ายต่างๆที่อาจเกิดขึ้น จากนั้น จึงเลือกสถาบันการเงินที่ให้ประโยชน์กับคุณมากที่สุด และเมื่อคุณติดต่อขอข้อมูลจากสถาบันการเงินเหล่านี้ โดยอาจพิจารณาจากเอกสารโบรชัวร์การโทรศัพท์สอบถาม การเข้าดู web site สถาบันการเงินหรือดูจากสื่อต่างๆ เช่น หนังสือนิตยสารเกี่ยวกับการซื้อบ้าน คุณอาจสงสัยว่าแต่ละสถาบันการเงินมีอัตราเงินกู้ที่แตกต่างกัน และยังมีเงื่อนไขการกู้และ ค่าใช้จ่ายต่างๆที่แตกต่างกันด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;3. การเปรียบเทียบอัตราดอกเบี้ย เงื่อนไขการกู้ และการให้บริการต่างๆ &lt;br /&gt;    การเปรียบเทียบอัตราดอกเบี้ยและเงื่อนไขการกู้ระหว่างสถาบันการเงินต่างๆนั้น ค่อนข้างจะซับซ้อนพอ สมควร ดังนั้น เพื่อช่วยให้คุณเข้าใจประเด็นต่างๆ เกี่ยวกับเงินกู้ดีขึ้น จึงขอนำเสนอรายการหลักๆประกอบการพิจารณา ดังนี้ ประเภทอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่อยู่อาศัย เงินกู้ที่เสนอในตลาด มักมีอัตราดอกเบี้ยหลายแบบแตกต่างกัน ให้ลูกค้าเลือก ดังนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;    1) เงินกู้อัตราดอกเบี้ยลอยตัว (Floating rate loan) &lt;br /&gt;       หมายถึงเงินกู้ที่กำหนดอัตราดอกเบี้ยแบบลอยตัว คืออัตราดอกเบี้ยที่กำหนด&lt;br /&gt;    ณ ปัจจุบัน ตามประกาศนั้น จะใช้ไประยะหนึ่ง และต่อมาภายหลัง (ในช่วง 20-30 ปี)&lt;br /&gt;    อาจปรับเปลี่ยนขึ้นหรือลงได้ตามสถานการณ์ตลาดเงินหรือต้นทุนทางการเงินของสถาบันการเงิน ซึ่งการปรับใหม่นี้ จะปรับเมื่อใดนั้น&lt;br /&gt;    ไม่สามารถจะทราบได้ ในบางปี อาจมีการปรับหลายครั้ง บางปีไม่มีการปรับเปลี่ยนเลยก็ได้ ทั้งนี้ การปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ย&lt;br /&gt;     อาจส่งผลกระทบต่อเงินงวดที่ชำระในแต่ละเดือนได้ โดยเฉพาะหากอัตราดอกเบี้ยปรับตัวสูงขึ้นในภายหลัง&lt;br /&gt;    เงินงวดที่ชำระรายเดือนเดิมอาจต้องมีการปรับสูงขึ้นได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;    2) เงินกู้อัตราดอกเบี้ยคงที่ (Fixed rate loan) &lt;br /&gt;     2.1 อัตราดอกเบี้ยคงที่ตลอดระยะเวลากู้ หมายถึงเงินกู้ที่กำหนดอัตราดอกเบี้ยแบบคงที่หรือตายตัวตามประกาศของสถาบันการเงิน &lt;br /&gt;     ณ ขณะกู้ โดยไม่ปรับเปลี่ยนขึ้นหรือลงตามสถานการณ์ตลาดเงินหรือต้นทุนทางการเงินของสถาบันการเงิน&lt;br /&gt;     ดังนั้น เงินงวดที่ชำระในแต่ละเดือน ก็จะคงที่ตลอดระยะเวลากู้นาน 5-10-15-20 ปี ตามแต่ผู้กู้จะเลือก &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     2.2 อัตราดอกเบี้ยคงที่ระยะสั้นในช่วงแรกจากนั้นเป็นอัตราดอกเบี้ยลอยตัว&lt;br /&gt;     หมายถึงเงินกู้ที่กำหนดอัตราดอกเบี้ยแบบคงที่ระยะสั้นประมาณ 1-5 ปี หลังจากนั้น จะปรับเปลี่ยนเป็นอัตราดอกเบี้ยแบบลอยตัว&lt;br /&gt;     ซึ่งอาจจะสูงหรือต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยคงที่เดิมก็ได้ ทั้งนี้ จะเป็นไปตามสถานการณ์ตลาดเงินหรือต้นทุนทางการเงินของสถาบันการเงิน      ณ ขณะนั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     2.3 อัตราดอกเบี้ยคงที่ระยะสั้นแบบขั้นบันใดในช่วงแรกจากนั้นเป็นอัตราดอกเบี้ยลอยตัว&lt;br /&gt;       หมายถึงเงินกู้ที่กำหนดอัตราดอกเบี้ยแบบคงที่ระยะสั้นประมาณ 1-5 ปี แต่ในระหว่างนี้ อาจกำหนดคงที่แบบขั้นบันได &lt;br /&gt;     เช่น คงที่ 3 ปี ปีแรกเท่ากับ 3.25% ปีที่สอง 4.25% ปีที่สาม 5.25% เป็นต้น หลังจากนั้น&lt;br /&gt;     จะปรับเปลี่ยนเป็นอัตราดอกเบี้ยแบบลอยตัว ซึ่งอาจจะสูงหรือต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยคงที่เดิมก็ได้ &lt;br /&gt;     ทั้งนี้ จะเป็นไปตามสถานการณ์ตลาดเงินหรือต้นทุนทางการเงินของสถาบันการเงิน ณ ขณะนั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;    3) เงินกู้อัตราดอกเบี้ยคงที่ระยะหนึ่งและปรับเป็นคงที่ใหม่ทุกรอบเวลา (Rollover Mortgage Loan) &lt;br /&gt;      หมายถึงเงินกู้อัตราดอกเบี้ยคงที่ระยะหนึ่ง เช่น 3 ปี หรือ 5 ปี และปรับเป็นคงที่ใหม่ทุกรอบเวลา 3 หรือ 5 ปี &lt;br /&gt;     ตลอดระยะเวลากู้นาน 25-30 ปี ตัวอย่างเช่น สินเชื่อเคหะรวมใจ ที่ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ และธนาคารพาณิชย์ต่างๆ&lt;br /&gt;     ปล่อยกู้ในปัจจุบัน ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยเงินกู้แต่ละช่วงจะคงที่โดยอิงกับต้นทุนพันธบัตรที่บวก 2.5% เช่น หากต้นทุนพันธบัตร 5%&lt;br /&gt;     อัตราดอกเบี้ยเงินกู้จะเท่ากับ 7.5% เป็นต้น เปรียบเทียบอัตราดอกเบี้ยจริงตามประกาศ &lt;br /&gt;     เมื่อคุณทราบประเภทเงินกู้แบบต่างๆที่สถาบันการเงินเสนอให้บริการแล้ว ต่อมาคุณจะต้องพิจารณา เปรียบเทียบ&lt;br /&gt;     "อัตราดอกเบี้ยจริงตามประกาศ" ว่าที่ไหนให้เท่าใด สูงต่ำกว่ากันอย่างไร ซึ่งโดยทั่วไป หากเป็นเงินกู้ประเภทเดียวกัน&lt;br /&gt;     อัตราดอกเบี้ยที่ต่ำที่สุด ก็จะเป็นประโยชน์กับคุณมากที่สุด ทั้งนี้ เพราะอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำ&lt;br /&gt;     จะทำให้เงินงวดรายเดือนที่ผ่อนชำระต่ำตามไปด้วย อย่างไรก็ตาม การกู้เงินมิใช่การกู้ระยะสั้นเพียง 2-3 ปี เท่านั้น&lt;br /&gt;     หากเป็นการกู้นานถึง 20-30 ปี ดังนั้น คุณจะต้องดูแนวโน้มอัตราดอกเบี้ย หรือนโยบายสินเชื่อของสถาบันการเงินในระยะยาวด้วย&lt;br /&gt;     นอกจากนั้น ยังต้องพิจารณาดูเงื่อนไขการกู้ การให้บริการ และค่าใช้จ่ายการกู้อื่นๆ ประกอบด้วย ค่าใช้จ่ายในการกู้ &lt;br /&gt;     &lt;br /&gt;     ในการกู้เงิน นอกจากจะต้องดูเรื่องอัตราดอกเบี้ยแล้ว คุณจะต้องดูค่าใช้จ่ายต่างๆด้วย ได้แก่ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;       - ค่าประเมินมูลค่าหลักประกัน โดยปกติ สถาบันการเงินจะมีการคิดค่าประเมินมูลค่าหลักประกัน &lt;br /&gt;       ซึ่งแต่ละสถาบันการเงินจะคิดไม่เท่ากัน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;       - ค่าธรรมเนียมการยื่นกู้ ในปัจจุบัน ธนาคารพาณิชย์ส่วนใหญ่จะคิดค่าธรรมเนียมการยื่นกู้ หรือ อาจเรียกชื่ออย่างอื่น เช่น&lt;br /&gt;       ค่าธรรมเนียมการวิเคราะห์สินเชื่อ ค่าธรรมเนียมการจัดการสินเชื่อ เป็นต้น แต่ธนาคารอาคารสงเคราะห์ไม่คิดค่าธรรมเนียมนี้ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;       - ค่าธรรมเนียมจดจำนองกับกรมที่ดิน ในการกู้เงิน หลังจากได้รับเงินกู้แล้ว จะต้องมีการจดทะเบียนจำนองกับกรมที่ดิน&lt;br /&gt;       ซึ่งผู้กู้มีภาระต้องจ่ายค่าธรรมเนียมร้อยละ 1 ของวงเงินกู้ ตามกฎหมาย &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;       - ค่าธรรมเนียมการไถ่ถอนจำนองก่อนกำหนด (prepayment penalty) สถาบันการเงินส่วนใหญ่ &lt;br /&gt;       จะคิดค่าธรรมเนียมการไถ่ถอนจำนองก่อนกำหนด โดยเฉพาะหากมีการชำระหนี้ทั้งหมด&lt;br /&gt;       เพื่อปิดบัญชีและไถ่ถอนจำนองออกไปภายในระยะเวลา 3 ปีแรกของการกู้เงิน ทั้งนี้ แต่ละแห่งจะคิดมากน้อยแตกต่างกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เงื่อนไขการให้สินเชื่ออื่นๆ ได้แก่ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;         - วงเงินกู้ โดยทั่วไป สถาบันการเงินจะให้กู้ประมาณร้อยละ 80 ของมูลค่าประเมิน หรือราคาซื้อขายบ้าน (สุดแล้วแต่ค่าใดจะต่ำกว่า) &lt;br /&gt;       อย่างไรก็ตาม การกู้เงินเพื่อที่อยู่อาศัยบางประเภท เช่น เงินกู้สวัสดิการแก่พนักงานบริษัท ข้าราชการ &lt;br /&gt;       หรือพนักงานรัฐวิสาหกิจ อาจจะมีการให้กู้สูงถึงร้อยละ 90 หรือ 100% &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;         - ระยะเวลากู้ ในอดีตการกู้เงิน มักจะกำหนดระยะเวลากู้ได้นานประมาณ 15 - 20 ปี อย่างไรก็ตามในปัจจุบัน&lt;br /&gt;       ธนาคารอาคารสงเคราะห์และสถาบันการเงินส่วนใหญ่จะให้กู้ได้นานถึง 30 ปี ทั้งนี้&lt;br /&gt;       ยิ่งกู้นาน เงินงวดที่ผ่อนชำระรายเดือนก็จะยิ่งลดลง อย่างไรก็ตาม &lt;br /&gt;       สถาบันการเงินส่วนใหญ่มักจะกำหนดให้ระยะเวลากู้เมื่อรวมกับอายุผู้กู้แล้ว ไม่เกิน 70 ปี &lt;br /&gt;       เช่น หากอายุ 55 ปี จะกู้ได้สูงสุด 15 ปี เป็นต้น &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;         - เงินงวดชำระหนี้ ปกติ เงินงวดชำระหนี้ มักจะกำหนดจ่ายเป็นเงินรายเดือนที่แน่นอน หากผู้กู้ชำระหนี้รายเดือนสม่ำเสมอ &lt;br /&gt;       เงินกู้นั้นจะหมดเมื่อครบสัญญากู้ อย่างไรก็ตาม กรณีกู้อัตราดอกเบี้ยลอยตัว สถาบันการเงินบางแห่งอาจคิดเงินงวดเผื่อไว้ &lt;br /&gt;       โดยการคำนวณเงินงวดจากอัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่าตามประกาศ เช่น อัตราดอกเบี้ยตามประกาศ 6.5% ต่อปี &lt;br /&gt;       เวลาคิดคำนวณเงินงวด อาจจะคิดที่อัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นอีก 1-2% โดยคิดที่อัตราดอกเบี้ย 7.5% หรือ 8.5% เป็นต้น &lt;br /&gt;       ทั้งนี้ เพื่อเป็นการป้องกันความเสี่ยงให้กับผู้กู้ กรณีที่อัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นในภายหลัง ผู้กู้จะได้ไม่ต้องชำระเงินงวดเพิ่มขึ้น &lt;br /&gt;       เพราะคิดเผื่อไว้แล้ว แต่หากอัตราดอกเบี้ยในภายหลังไม่เพิ่มขึ้น หรือกลับลดลง เงินงวดที่คุณชำระเกินไว้ &lt;br /&gt;       ก็จะไปตัดหนี้เงินต้นมากขึ้นกว่าปกติ และจะทำให้หนี้เงินกู้หมดเร็วขึ้นกว่าที่กำหนดไว้ในสัญญา &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;         - การตัดเงินต้น-ตัดดอกเบี้ยของเงินงวด โดยทั่วไป เงินงวดที่ชำระหนี้รายเดือน &lt;br /&gt;       จะประกอบด้วยดอกเบี้ยทั้งหมดที่เกิดขึ้นในแต่ละเดือน และเงินต้นบางส่วน ทั้งนี้ เงินงวดในปีแรกๆของการชำระหนี้ &lt;br /&gt;       จะเป็นการชำระดอกเบี้ยเป็นส่วนใหญ่ และจะเป็นการตัดเงินต้นเพียงเล็กน้อย แต่ในปีหลังๆ เงินต้นจะถูกตัดมากขึ้นตามลำดับ &lt;br /&gt;       ทำให้ดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นในแต่ละเดือนค่อยๆลดลงตามลำดับ จนกระทั่งเป็นศูนย์ในปีสุดท้ายของสัญญากู้ &lt;br /&gt;       ในกรณีที่ผู้กู้ กู้เงินแบบอัตราดอกเบี้ยลอยตัว สถาบันการเงินมักจะเปิดโอกาสให้ผู้กู้สามารถชำระเงินงวดเพิ่มสูงกว่าปรกติได้ &lt;br /&gt;       ซึ่งเงินที่ชำระเกินนั้น ก็จะไปตัดหนี้เงินต้นลง ซึ่งจะส่งผลให้หนี้เงินกู้หมดเร็วขึ้นกว่าที่กำหนดในสัญญา อย่างไรก็ตาม &lt;br /&gt;       กรณีกู้อัตราดอกเบี้ยคงที่ โดยทั่วไป สถาบันการเงินมักจะกำหนดให้ชำระเท่ากันทุกเดือน ไม่สามารถชำระมากกว่าได้ &lt;br /&gt;       การให้บริการของสถาบันการเงิน ในการเลือกกู้กับสถาบันการเงินใด นอกจากปัจจัยด้านอัตราดอกเบี้ยและเงื่อนไขต่างๆแล้ว&lt;br /&gt;       ผู้กู้อาจจะพิจารณาปัจจัยประกอบด้านอื่นๆด้วย &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;         เช่น... &lt;br /&gt;           1) ความสะดวกในการยื่นกู้ &lt;br /&gt;           ได้แก่ ผู้กู้สามารถเดินทางยื่นกู้ยังสำนักงานธนาคารหรือที่อื่นๆ ได้อย่างสะดวก ไม่เสียเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทาง &lt;br /&gt;           2) ความรวดเร็วในการอนุมัติกู้ &lt;br /&gt;           ได้แก่ ผู้กู้สามารถทราบผลการยื่นกู้ หรือได้รับเงินกู้ได้รวดเร็วตามที่ต้องการ เช่น ในสองสัปดาห์ หรือเร็วกว่านั้น &lt;br /&gt;           3) ความสะดวกในการชำระหนี้เงินกู้&lt;br /&gt;           เช่น ผู้กู้สามารถชำระหนี้ผ่านบัญชีของสาขาธนาคารต่างๆได้อย่างกว้างขวาง &lt;br /&gt;           4) การต้อนรับและให้บริการที่ดีของพนักงาน&lt;br /&gt;           เช่น การต้อนรับและอำนวยความสะดวกต่างๆของพนักงาน ความมีอัธยาศัยไมตรีที่ดี และการให้บริการต่างๆอย่างเต็มใจ รวดเร็ว            และประทับใจ &lt;br /&gt;           5) การให้ความรู้และคำปรึกษาแนะนำดี&lt;br /&gt;ี            เช่น การให้ความรู้ความเข้าใจ และคำแนะเกี่ยวกับการขอสินเชื่อในด้านต่างๆอย่าง จริงใจ และเป็นมิตรไมตรี &lt;br /&gt;           6) ชื่อเสียง ภาพพจน์ และความมั่นคงของธนาคาร&lt;br /&gt;           ได้แก่ การมีภาพพจน์ที่ดี ความมีชื่อเสียงมายาวนานในการให้บริการสินเชื่อที่อยู่อาศัย และความมั่นคงของธนาคาร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;4. การยื่นกู้ &lt;br /&gt;    หลังจากที่คุณพิจารณาเปรียบเทียบอัตราดอกเบี้ย เงื่อนไขการให้กู้ และการให้บริการต่างๆแล้ว คุณก็จะสามารถเลือกกู้กับสถาบันการเงินที่คุณพอใจต่อไป ซึ่งในการนี้ จะมีขั้นตอนสำคัญ ดังนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;    4.1 การเตรียมหลักฐานประกอบคำขอกู้ ในการกู้เงินเพื่อซื้อบ้าน หรืออาคารชุด สถาบันการเงินมักจะกำหนดให้ผู้ขอกู้ จะต้องนำหลักฐานต่างๆต่อไปนี้โดยครบถ้วน ได้แก่ &lt;br /&gt;     &lt;br /&gt;      1) หลักฐานประจำตัว ได้แก่&lt;br /&gt;      - สำเนาทะเบียนบ้าน&lt;br /&gt;      - บัตรประจำตัว&lt;br /&gt;      - ทะเบียนสมรส หรือทะเบียนหย่า หรือใบมรณะบัตร &lt;br /&gt;      - สำเนาเปลี่ยนชื่อ สกุล (ถ้ามี) &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      2) หลักฐานเกี่ยวกับรายได้ ได้แก่&lt;br /&gt;        ก. ผู้มีรายได้ประจำ &lt;br /&gt;           - ใบรับรองเงินเดือน หรือหลักฐานการรับ/จ่ายเงินเดือนจากนายจ้าง &lt;br /&gt;           - สมุดบัญชีเงินฝากธนาคาร&lt;br /&gt;        ข. ผู้มีอาชีพอิสระ &lt;br /&gt;           - สำเนาทะเบียนการค้า หรือหนังสือรับรองการจดทะเบียนนิติบุคคล&lt;br /&gt;           - บัญชีเงินฝาก พร้อม statement บัญชีเงินฝากกระแสรายวันย้อนหลัง 6 เดือน &lt;br /&gt;           - หลักฐานรายได้หรือทรัพย์สินอื่นๆ &lt;br /&gt;      3) หลักฐานเกี่ยวกับหลักทรัพย์และการซื้อขาย &lt;br /&gt;           - สำเนาโฉนดที่ดิน หรือสำเนาหนังสือแสดงกรรมสิทธิ์ห้องชุด&lt;br /&gt;           - แผนที่แสดงทำเลที่ตั้งของที่ดินหลักประกัน&lt;br /&gt;           - สำเนาสัญญาจะซื้อจะขาย หรือสัญญามัดจำ&lt;br /&gt;           - ถ้าเป็นการซื้อห้องชุด ต้องมีสำเนาหนังสือสำคัญการจดทะเบียนอาคารชุด&lt;br /&gt;           - รายละเอียดทรัพย์ส่วนบุคคล และทรัพย์ส่วนกลาง &lt;br /&gt;      4) หลักฐานอื่นๆ &lt;br /&gt;      กรณีขอกู้เพื่อการปลูกสร้างหรือต่อเติมอาคาร ต้องมี&lt;br /&gt;           - แบบก่อสร้างอาคาร &lt;br /&gt;           - หนังสืออนุญาตปลูกสร้างหรือต่อเติมอาคาร&lt;br /&gt;           - หนังสือสัญญาจ้างปลูกสร้างหรือต่อเติมอาคาร &lt;br /&gt;      กรณีกู้เพื่อไถ่ถอนจำนอง ต้องมี&lt;br /&gt;           - สัญญากู้เงิน และสัญญาจำนองจากสถาบันการเงินเดิม &lt;br /&gt;           - statement การผ่อนชำระค่างวด ใน 6 เดือนสุดท้าย&lt;br /&gt;      กรณีมีผู้กู้ร่วม &lt;br /&gt;             จะต้องมีหลักฐานส่วนตัว และหลักฐานรายได้ของผู้กู้ร่วมด้วย โดยปกติ ผู้ขอกู้จะต้องเตรียมหลักฐานต่างๆดังกล่าว&lt;br /&gt;           โดยครบถ้วนในวันยื่นกู้หากไม่ครบ เจ้าหน้าที่อาจจะไม่รับเรื่อง หรืออาจรับเรื่องไว้และให้ผู้ขอกู้นำหลักฐานมาแสดงเพิ่มเติม&lt;br /&gt;           ซึ่งผู้ขอกู้ควรจะนำมาให้เจ้าหน้าที่ภายใน 3 วัน เพื่อจะไม่ทำให้การวิเคราะห์และอนุมัติกู้ล่าช้าออกไป&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5716352355116564401-1911224396684315764?l=rich2share.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://rich2share.blogspot.com/feeds/1911224396684315764/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://rich2share.blogspot.com/2009/05/blog-post_13.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5716352355116564401/posts/default/1911224396684315764'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5716352355116564401/posts/default/1911224396684315764'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://rich2share.blogspot.com/2009/05/blog-post_13.html' title=':: คำแนะนำก่อนการกู้เงินซื้อบ้าน ::'/><author><name>elle_famous</name><uri>http://www.blogger.com/profile/05513716931450387235</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='23' height='32' src='http://4.bp.blogspot.com/_CzRexHdXy8Y/Sy3qU56pohI/AAAAAAAABZc/ektAYOt8IYk/S220/1.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5716352355116564401.post-3968057808964774974</id><published>2009-05-12T23:13:00.000-07:00</published><updated>2009-12-15T22:00:35.905-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ดัชนีราคาหุ้นคืออะไร'/><title type='text'>ดัชนีราคาหุ้นคืออะไร</title><content type='html'>&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/_CzRexHdXy8Y/SgpljqrYSFI/AAAAAAAABOw/J-a38PD33kM/s1600-h/584_economy_0112_001.jpg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;width: 300px; height: 269px;" src="http://3.bp.blogspot.com/_CzRexHdXy8Y/SgpljqrYSFI/AAAAAAAABOw/J-a38PD33kM/s320/584_economy_0112_001.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5335188371999836242" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;ดัชนีราคาหุ้น (เป็นชื่อเรียกเต็มที่เป็นทางการค่ะ แต่ต่อไปนี้จะขอเรียกสั้นๆว่า ดัชนี) &lt;br /&gt;เป็นตัวเลขที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้จัดทำขึ้นเพื่อแสดงถึงความเคลื่อนไหวของราคาหุ้นสามัญ (หุ้นทุน) ที่ทำการซื้อขายอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ฯ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดัชนีที่แสดงในแต่ละวันนั้นเป็นดัชนีเปรียบเทียบระหว่าง มูลค่าตลาดรวมในวันปัจจุบัน ของหุ้นสามัญทั้งหมด กับ มูลค่าตลาดรวมในวันฐาน ของหุ้นเหล่านั้น (วันฐานคือวันที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2518 ซึ่งเป็นวันแรกที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ เริ่มเปิดให้มีการซื้อขาย โดยใชัตัวเลขของฐานคือ 100 จุด)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อทราบถึงความหมายแล้วก็จะทำให้เข้าใจวิธีการคำนวณได้ง่ายขึ้น ต่อไปก็จะขอแสดงให้ดูสูตรที่ใช้ในการคำนวณดังนี้ &lt;br /&gt; &lt;br /&gt; ดัชนีราคาหุ้น    =       มูลค่าตลาดรวมในวันปัจจุบัน   x   100&lt;br /&gt;                                          มูลค่าตลาดรวมวันฐาน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อดัชนีราคาหุ้นมีดังนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1.  ตลาดหลักทรัพย์ฯ ใช้มูลค่าของหุ้นสามัญเท่านั้นที่นำเอามาคำนวณ แต่ไม่นำเอามูลค่าของหุ้นบุริมสิทธิ(Preferred Share) หรือใบสำคัญแสดงสิทธิ (Warrant) เข้ามาเป็นส่วนประกอบในการคำนวณ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2.  เนื่องจากขนาดของบริษัทจดทะเบียนแต่ละบริษัทไม่เท่ากัน คือบางบริษัทจะมีจำนวนหุ้นมากกว่าบริษัทอื่นๆ ดังนั้นการคำนวณดัชนีราคาหุ้นในปัจจุบันจึงใช้วิธีถ่วงน้ำหนักด้วยมูลค่าตลาด (Value Weighted) นั่นคือบริษัทที่มีขนาดใหญ่ (มีจำนวนหุ้นมาก) จะมีน้ำหนักในการคำนวณดัชนีมากกว่าบริษัทที่มีขนาดเล็กกว่า (มีจำนวนหุ้นน้อยกว่า)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;3.  มีการเปลี่ยนแปลงของหุ้นในตลาดอยู่เสมอ เช่น มีหลักทรัพย์เข้ามาจดทะเบียนใหม่ มีหุ้นที่เพิกถอนออกจากการเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียน บริษัทจดทะเบียนมีการเพิ่มทุนหรือลดทุน การรวมหรือควบกิจการ มีหลักทรัพย์ใดๆจะย้ายจากตลาดหลักทรัพย์ใหม่เข้ามาซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เป็นต้น  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ซึ่งเหตุการณ์เหล่านี้จะส่งผลกระทบต่อดัชนีหุ้น คือ ทำให้เกิดการผันผวนผิดปกติของค่าดัชนี และไม่สะท้อนภาพการเคลื่อนไหวของตลาดโดยรวมได้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงในระดับราคาหุ้นที่เป็นองค์ประกอบของดัชนี  ดังนั้นจึงต้องมีการปรับฐานการคำนวณทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว  ซึ่งสูตรการคำนวณมีความสลับซับซ้อน หากว่าคุณหรือผู้อ่านท่านใดสนใจใคร่รู้ในรายละเอียดจริงๆ สามารถดูสูตรการคำนวณของตลาดหลักทรัพย์ได้ใน website ของตลาดหลักทรัพย์ www.set.or.th &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตลาดหลักทรัพย์ฯ มีดัชนีอีกตัวหนึ่งเรียกชื่อว่า SET 50 Index  ซึ่งเขาจะคำนวณและประกาศให้ประชาชนทราบทุกวันควบคู่กันไปกับตัวดัชนีราคาหุ้น(โดยรวม)ที่กล่าวมาข้างต้น  สำหรับ SET 50 Index นี้จะแสดงถึงความเคลื่อนไหวของราคาหุ้นจำนวนเพียง 50 หุ้นที่ผ่านการคัดเลือกโดยตลาดหลักทรัพย์ฯ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลักเกณฑ์การเลือกหลักทรัพย์ เพื่อให้ได้หุ้นจำนวน 50 หุ้นที่มีคุณสมบัติเหมาะกับการนำมาคำนวณดัชนี SET 50 Index มีหลักเกณฑ์โดยย่อดังนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ก.  เป็นหุ้นสามัญที่มีมูลค่าหุ้นตามราคาตลาดเฉลี่ยต่อวันสูงสุด 150 (ตัวเลข 150 นี้ถูกต้องแล้ว หากสงสัยว่าทำไมถึงต้องใช้ 150 หุ้น ก็กรุณาอ่านต่อไปนะคะ) อันดับแรกจากจำนวนหุ้นสามัญทั้งหมด (400 กว่าหุ้นค่ะ)       โดยคำนวนจากมูลค่าหุ้นตามราคาตลาดเฉลี่ยรายวันที่ปรากฎบนกระดานหลักในแต่ละเดือน  และคำนวณเฉลี่ยย้อนหลัง 12 เดือน นับจากวันที่ทำการพิจารณาคัดเลือก  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ข.  เป็นหุ้นสามัญที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงอย่างสม่ำเสมอ คือ จะต้องเป็นหุ้นสามัญที่มีมูลค่าการซื้อขายรายเดือนบนกระดานหลัก สูงกว่า 50% ของมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อหุ้น ของหุ้นสามัญทั้งตลาดในเดือนเดียวกัน เป็นเวลาไม่ต่ำกว่า 9 ใน 12 เดือน ในช่วงระยะเวลาที่ใช้พิจารณา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ค.  เป็นหุ้นสามัญที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ เป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 12 เดือน ก่อนวันที่ทำการพิจารณาคัดเลือก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หากว่ามีหุ้นสามัญที่ผ่านเกณฑ์ดังกล่าวมากกว่า 50 หลักทรัพย์   ก็จะนำหุ้นทั้งหมดมาจัดลำดับอีกครั้งตามมูลค่าหุ้นตามราคาตลาดเฉลี่ยรายวัน  จากนั้นก็นำเอาหุ้นสามัญ 50 ลำดับแรกมาใช้คำนวณดัชนี SET 50 ส่วนหุ้นที่เหลือก็นำมาเป็นตัวสำรอง ถ้าเกิดหุ้นใน 50 ลำดับแรกมีอันเป็นต้องออกไปจากตลาดหลักทรัพย์ฯ  ในทางตรงข้ามถ้าหากมีหุ้นสามัญที่ผ่านเกณฑ์น้อยกว่า 55 หุ้น เขาก็จะปรับเกณฑ์ในข้อ ข.โดยลดอัตราส่วนของมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อหุ้นลงทีละ 5% ในแต่ละครั้ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; วิธีการคำนวณ SET 50 Index  ใช้วิธีเดียวกันกับการคำนวณดัชนีราคาหุ้นตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET Index) ที่ใช้อยู่ในปัจจุบันทุกอย่าง เว้นแต่ว่าเขาใช้ราคาของหุ้นจำนวน 50 หุ้นที่ผ่านหลักเกณฑ์การเลือกของเขาเท่านั้น  ตลาดฯได้เริ่มคำนวณค่าดัชนี SET 50 Index มาตั้งแต่วันที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2538 โดยกำหนดให้มีค่าเริ่มต้นที่ 100 จุด &lt;br /&gt;&lt;br /&gt; การปรับรายการหลักทรัพย์  ตลาดฯกำหนดให้มีการพิจารณาปรับรายการหุ้นที่ใช้ในการคำนวณ SET 50 Index ทุกๆหกเดือน ในระหว่างวันที่  1 – 31 ธันวาคม และ 1 - 30  มิถุนายน ของทุกปี โดยใชัหลักเกณฑ์การคัดเลือกเหมือนที่กล่าวมาแล้วข้างต้น  และต้องมีการปรับฐานการคำนวณเพื่อให้ค่าดัชนีมีความต่อเนื่องเช่นเดียวกับที่ใช้สำหรับการคำนวณ SET Index นั่นเอง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สรุปแล้วคือไม่ว่าจะเป็นดัชนีตัวไหนก็จะแสดงให้เห็นการเปลี่ยนแปลงของสภาพตลาดโดยรวม  ดังนั้นหากคุณเชื่อว่าเศรษฐกิจมีแนวโน้มที่ดีขึ้น และบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดฯจะมีความสามารถในการทำกำไรมากขึ้น  ราคาหุ้นก็ควรจะมีแนวโน้มที่จะปรับตัวสูงขึ้น  ซึ่งก็จะส่งผลให้ดัชนีเพิ่มสูงขึ้นด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่มา :  http://www.mfcfund.com/php/new/BeforeInvestment_faq01.php&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5716352355116564401-3968057808964774974?l=rich2share.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://rich2share.blogspot.com/feeds/3968057808964774974/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://rich2share.blogspot.com/2009/05/blog-post_12.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5716352355116564401/posts/default/3968057808964774974'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5716352355116564401/posts/default/3968057808964774974'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://rich2share.blogspot.com/2009/05/blog-post_12.html' title='ดัชนีราคาหุ้นคืออะไร'/><author><name>elle_famous</name><uri>http://www.blogger.com/profile/05513716931450387235</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='23' height='32' src='http://4.bp.blogspot.com/_CzRexHdXy8Y/Sy3qU56pohI/AAAAAAAABZc/ektAYOt8IYk/S220/1.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://3.bp.blogspot.com/_CzRexHdXy8Y/SgpljqrYSFI/AAAAAAAABOw/J-a38PD33kM/s72-c/584_economy_0112_001.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5716352355116564401.post-19430170212260476</id><published>2009-05-06T23:20:00.001-07:00</published><updated>2009-12-15T22:00:32.989-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='วิกฤติ คือ โอกาส'/><title type='text'>วิกฤติ คือ โอกาส</title><content type='html'>ตลาดหุ้นไทยเคยเผชิญกับวิกฤตการณ์ ครั้งรุนแรงมาแล้วหลายครั้ง แต่ประวัติศาสตร์ก็บอกเราว่า ตลาดหุ้นยามตกต่ำ ต้องมีวันที่ฟื้นตัว จะเร็วหรือช้าเท่านั้น &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปี 2522-กลางปี 2525 วิกฤตเศรษฐกิจ/วิกฤติราคาน้ำมัน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในช่วงต้นปี 2522 ได้เกิดวิกฤตการณ์ราคาน้ำมัน ส่งผลให้เกิดอัตราเงินเฟ้อภายในประเทศเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เนื่องจากกลุ่มโอเปคได้ขึ้นราคาน้ำมันถึง 30% &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นอกจากนี้ยังมีปัญหาการขาดดุล บัญชีเดินสะพัดในระดับสูงมาก ภาวะเงินตึงตัวทวีความรุนแรงการลงทุนภาคเอกชนซบเซาอย่างหนัก การขาดดุลการค้ายังเป็นผลให้ เงินทุนสำรองระหว่างประเทศร่อยหรอลงจนถึงระดับวิกฤติ ในที่สุดรัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ต้องตัดสินใจลดค่าเงินบาทลง 9% เมื่อวันที่ 1 ก.ค. 2524 &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในช่วงต้นปี 2522 ยังได้เกิดวิกฤตการณ์ "ราชาเงินทุน" ที่สร้างความตื่นตระหนกให้กับนักลงทุน วิกฤติที่รุมเร้าทั้งภายในและภายนอกทำให้ตลาดหุ้นซบเซายาวนานถึง 4 ปี ปริมาณการซื้อขายหุ้นทั้งปีหดหายไปอย่างรวดเร็วจาก 22,533 ล้านบาท ในปี 2522 เหลือเพียง 2,898 ล้านบาท ในปี 2524 นักเล่นหุ้นทุกคนอยู่ในอาการที่สิ้นหวัง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ตกต่ำจากระดับ 259.82 จุด เมื่อต้นปี 2522 เหลือ 149.40 จุด ณ ปลายปี ในปี 2523 ดัชนียังคงตกต่ำต่อเนื่องปิดที่ 124.67 จุด และลดลงเหลือ 106.62 จุดเมื่อปลายปี 2524 คิดเป็นการปรับตัวลงเกือบ 60% &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปี 2526-2528 วิกฤติทรัสต์ล้ม/ลดค่าเงินบาท &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลังวิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจ ข่าวสถาบันการเงินมีฐานะง่อนแง่นก็เกิดขึ้นมาตลอด เริ่มจากข่าวการสั่งถอนใบอนุญาตราชาเงินทุนเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2522 หลังจากนั้นตลาดหุ้นก็ไม่ว่างเว้นจากข่าวการสั่งปิดทรัสต์ แชร์ล้ม แบงก์มีฐานะการเงินอ่อนแอ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;รวมแล้ววิกฤตการณ์ของบริษัทเงินทุน และบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ ทำให้บริษัทต่างๆ ถูกถอนใบอนุญาตในช่วงปี 2526-2528 มากถึง 20 บริษัท &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และในเดือนพฤศจิกายน 2527 ได้มีการประกาศลดค่าเงินบาทลงอีก 17.3% &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตลาดหุ้นไทยในช่วงปี 2526-2528 ทรงตัวยาวนานถึง 3 ปีเต็มๆ ดัชนีในปี 2526 ปิดที่ 134.47 จุด มีปริมาณการซื้อขายทั้งปี 9,323 ล้านบาท ในปี 2527 ดัชนีปิดที่ระดับ 142.29 จุด วอลุ่มการซื้อขายทั้งปีกระเตื้องขึ้นเป็น 10,595 ล้านบาท และในปี 2528 ดัชนีปิดที่ 134.95 จุด มีวอลุ่มทั้งปี 15,333 ล้านบาท &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปี 2530 เหตุการณ์"Black Monday" &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วิกฤตการณ์ที่ร้ายแรงที่สุดของตลาดหุ้นไทยอีกครั้งหนึ่ง ก็คือ เหตุการณ์ "วันจันทร์ทมิฬ" (Black Monday) วันที่ 19 ตุลาคม 2530 ส่งผลให้ตลาดหุ้นในตลาดสำคัญๆ ของโลกปรับตัวลดลงอย่างรุนแรง และรวดเร็ว &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วิกฤตการณ์ครั้งนี้มีจุดกำเนิดที่ตลาดหุ้นของสหรัฐอเมริกาดิ่งลงมากที่สุดในประวัติศาสตร์ 508.32 จุด หรือคิดเป็น 22.60% มาปิดตลาดที่ระดับ 1,738.74 จุด &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพียงวันเดียว ความมั่งคั่งของคนอเมริกันหายไปประมาณ 5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับตลาดหุ้นไทยในวันนั้น ดัชนีปรับตัวลดลง 36.64 จุด หรือ 8% จากระดับ 459.01 จุด ในวันที่ 19 ต.ค.2530 มาปิดต่ำสุดที่ 243.97 จุด ในวันที่ 11 ธ.ค. 2530 &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตลาดหุ้นไทยซบเซาอยู่ประมาณ 2 เดือน ปรับตัวลดลงประมาณ 46% ก่อนที่จะฟื้นตัวเข้าสู่ภาวะปกติ เพราะมีการจัดตั้งกองทุนร่วมพัฒนา (อายุโครงการ 6 ปี) มูลค่า 1,000 ล้านบาท เริ่มเข้ามาซื้อหุ้นเมื่อวันที่ 26 พ.ย. 2530(1987) &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปี 2533 สงครามอ่าวเปอร์เซีย &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อตลาดหุ้นไทยกลับมาบูมในปี 2531-2532 ในปีถัดมา 2533 ได้มีเหตุการณ์สำคัญที่ส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นอย่างมาก คือเหตุการณ์อิรักบุกเข้ายึดครองคูเวต เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2533 ซึ่งก่อให้เกิดสงครามอ่าวเปอร์เซียอย่างเต็มรูปแบบ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ก่อนหน้านั้น ตลาดหุ้นปรับตัวขึ้นไปซื้อขายสูงสุดที่ระดับ 1,143.75 จุดเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2533 แต่เพียง 3 สัปดาห์ ดัชนีดิ่งลงมากถึง 39% ต่ำสุดที่ระดับ 695.81 จุดก่อนที่จะกระเตื้องดีขึ้นในช่วงปลายเดือนสิงหาคม &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตลาดหุ้นไทยต้องตกอยู่ในพะวังและความไม่ชัดเจนของสงครามถึง 3 เดือนเต็ม กว่าที่ดัชนีจะทำจุดต่ำสุดที่ระดับ 544.30 จุดเมื่อวันที่ 30 พ.ย. 2533 คิดเป็นการปรับตัวลดลงของดัชนีทั้งสิ้น 598 จุด หรือ 52% (จุดสูงสุด-จุดต่ำสุด) &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปี 2535 เหตุการณ์"พฤษภาทมิฬ" &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เหตุการณ์พฤษภาทมิฬเกิดขึ้นระหว่างวันที่ 17-19 พฤษภาคม 2535 เป็นอีกเหตุการณ์หนึ่งที่ตลาดหุ้นไทยต้องสะดุดตัวเองอย่างแรง เหตุการณ์นี้สืบต่อมาจากเหตุการณ์เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2534 รสช.เข้ายึดอำนาจจากรัฐบาลพล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ ตลาดหุ้นตกไปทันที 40.63 จุด และวันถัดมาตกลงอีก 57.40 จุด &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จนกระทั่งเดือนพฤษภาคม 2535 ก็เกิดเหตุความไม่สงบขึ้น ครั้งนี้เกิดเหตุการณ์เสียเลือดเสียเนื้อของประชาชนจำนวนมาก ตลาดหุ้นตอบรับทางลบอย่างรุนแรง ดัชนีตกลงทันที 65 จุดเหลือเพียง 667.84 จุด ก่อนจะดีดกลับ 61 จุดในวันที่ 21 พ.ค. 2535 &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลังเหตุการณ์ความไม่สงบตลาดหุ้นก็ตกอยู่ในภาวะซบเซาอย่างหนัก วอลุ่มเฉลี่ยต่อวันลดลงจาก 7,337 ล้านบาท ในไตรมาสแรกเหลือเพียง 4,871 ล้านบาท ในไตรมาสที่ 2 &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อเหตุการณ์กลับเข้าสู่ภาวะปกติในเดือนกันยายน 2535 ในช่วงนี้เองก็ปรากฏชื่อของ "เสี่ยสอง" หรือนายสอง วัชรศรีโรจน์ เข้ามาทำเงินจากวิกฤตการณ์ตลาดหุ้น และตลาดกลับมาคึกคักจนลืมอดีตเหตุการณ์นองเลือดลงอย่างสิ้นเชิง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2535 คณะกรรมการ ก.ล.ต. มีมติให้ดำเนินการกล่าวโทษเสี่ยสอง กับพวกในข้อหาปั่นหุ้นธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ หรือบีบีซี ทันทีที่ตลาดหุ้นเริ่มมีอาการซวนเซ ในวันที่ 19 พฤศจิกายน 2535 กระทรวงการคลังก็ประกาศจัดตั้งกองทุน 5,000 ล้านบาท โดยใช้เงินจากธนาคารกรุงไทยเข้ามาพยุงหุ้น และยังขอความร่วมมือจากโบรกเกอร์ 40 รายลงขันจัดตั้งกองทุนพยุงหุ้นอีก 10,000 ล้านบาท เข้ามาซื้อหุ้น &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปี 2540 ประกาศลอยตัวค่าเงินบาท &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ก่อนที่จะประกาศลอยตัวค่าเงินบาทเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2540 ตลาดหุ้นตกต่ำอย่างไม่โงหัวขึ้นเลย เป็นการตีตั๋ว "ขาลง" ขาเดียว มาตั้งแต่เดือนมกราคม 2539 จากระดับ 1,410.33 จุด ดิ่งลงมาตลอดต่ำสุดที่ระดับ 457.97 จุด ในเดือนมิถุนายน 2540 ลดลง 953 จุด หรือ 67% ภายในระยะเวลา 17 เดือน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นับเป็นช่วงที่เลวร้ายที่สุดของตลาดหุ้นไทย เพราะเป็นการตกต่ำที่หนักหน่วงยาวนาน ต่างจากวิกฤตการณ์ทุกครั้งที่ตกต่ำเพียงไม่กี่เดือนก็มักจะฟื้นตัว และเป็นจุดเริ่มต้นของวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจครั้งร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์เศรษฐกิจของไทย &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เริ่มจากปัญหาหนี้เสียในระบบสถาบันการเงิน จนผู้ฝากเงินและเจ้าหนี้ขาดความเชื่อมั่น ค่าเงินบาทถูกโจมตีอย่างหนัก แบงก์ชาติสู้จนเงินหมดหน้าตัก ในวันที่ 2 กรกฎาคม 2540 จึงตัดสินใจปล่อยให้ค่าเงินบาทลอยตัวแบบ Managed Float รวมทั้งต้องประกาศปิดสถาบันการเงิน 56 แห่งอย่างถาวร &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตลาดหุ้นตกต่ำเป็นประวัติการณ์ ดัชนีดิ่งลงไปสู่จุดต่ำสุดที่ระดับ 207 จุดในเดือนกัยยายน 2541 เป็นช่วงขาลงยาวนานที่สุดถึง 33 เดือน นับแต่ต้นปี 2539 ดัชนีปรับตัวลดลง 1,203 จุด คิดการปรับตัวลดลง 85% มูลค่าตลาดรวม (Market Capitalization) ลดลงจาก 3,969,804 ล้านบาท ลดลงเหลือเพียง 759,451 ล้านบาท &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความมั่งคั่งของคนไทยหายวับไปต่อหน้าต่อตา 3,210,353 ล้านบาท &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปี 2544 เหตุการณ์วินาศกรรมสหรัฐ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เหตุการณ์บึ้มสหรัฐครั้งนั้น สร้างความเสียหายค่อนข้างมาก แม้ว่าเหตุการณ์ผู้ก่อการร้ายจี้เครื่องบินพุ่งชนตึกเวิลด์เทรด จะเกิดขึ้นที่สหรัฐอเมริกา แต่วิถีความเสียหายกลับแผ่ไปทั่ว มาร์เก็ตแค็ปของตลาดหุ้นไทย 6 วันทำการ (11-20 ก.ย.2544) สูญไปแล้วกว่า 2.51 แสนล้านบาท เป็นความเสียหายชนิดเฉียบพลันอย่างที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ก่อนเกิดโศกนาฏกรรมในสหรัฐตลาดหุ้นไทยปิดที่ระดับ 330 จุด มีมูลค่าตลาดรวม (มาร์เก็ตแค็ป) อยู่ที่ 1.607 ล้านล้านบาท หลังเกิดเหตุการณ์ตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลงมาปิดที่ระดับ 266 จุด คิดเป็นการปรับตัวลดลงประมาณ 19% ตลาดหุ้นซึมอยู่นานกว่า 2 เดือน ก่อนจะดีดตัวกลับ และเป็นขาขึ้นครั้งใหญ่ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นี่คือวิกฤติที่นักเล่นหุ้น คนที่เคยผ่านเหตุการณ์นี้จะไม่มีวันลืม &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่หลัง"วิกฤติ"ทุกครั้ง ก็คือ จุดเริ่มต้นของ"โอกาส"ทุกครั้งเช่นเดียวกัน วัฏจักรนี้ยังคงทำงานของมันไม่เคยเปลี่ยนแปลง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จากรุงเทพธุรกิจ &lt;br /&gt;http://www.bangkokbiznews.com/road/index.html&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5716352355116564401-19430170212260476?l=rich2share.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://rich2share.blogspot.com/feeds/19430170212260476/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://rich2share.blogspot.com/2009/05/blog-post.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5716352355116564401/posts/default/19430170212260476'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5716352355116564401/posts/default/19430170212260476'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://rich2share.blogspot.com/2009/05/blog-post.html' title='วิกฤติ คือ โอกาส'/><author><name>elle_famous</name><uri>http://www.blogger.com/profile/05513716931450387235</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='23' height='32' src='http://4.bp.blogspot.com/_CzRexHdXy8Y/Sy3qU56pohI/AAAAAAAABZc/ektAYOt8IYk/S220/1.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5716352355116564401.post-8540009867324227595</id><published>2009-04-09T02:23:00.000-07:00</published><updated>2009-12-15T22:00:34.360-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='หุ้น คืออะไร?'/><title type='text'>หุ้น คืออะไร?</title><content type='html'>หุ้นคือ ตราสารที่ออกโดยบริษัท ห้างหุ้นส่วน หรือ สหกรณ์ หุ้นมีหลายชนิด คือ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หุ้นทุนหรือหุ้นสามัญ (Common Stock) คือหน่วยของความเป็นเจ้าของ ในบริษัท สหกรณ์ หรือกิจการอื่นที่ระบุให้แบ่งหน่วยความเป็นเจ้าของเป็นหุ้นตามสัดส่วนจำนวนหุ้นที่มีถืออยู่ ผู้ถือหุ้นจะมีสิทธิ์ออกเสียงในการประชุมผู้ถือหุ้นได้มากเท่ากับสัดส่วนของหุ้นที่ถือ ถ้าผู้ถือหุ้นคนใดถือหุ้นเกินกว่าครึ่งหนึ่งของจำนวนหุ้นที่กิจการออกทั้งหมด จะมีสิทธิ์ตั้งฝ่ายจัดการของกิจการได้ &lt;br /&gt;หุ้นบุริมสิทธิ์ (Preferred Stock) คือหุ้นที่มีความเป็นเจ้าของ ผสมกับความเป็นเจ้าหนี้ด้วย โดยที่ถ้าบริษัทนั้นๆต้องเลิกกิจการลง ผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิ์จะได้รับส่วนแบ่งก่อนผู้ถือหุ้นสามัญ &lt;br /&gt;หุ้นกู้ (Debenture) คือตราสารที่กิจการออกเพื่อเป็นการกู้ยืมเงินมาใช้ในกิจการ โดยจ่ายดอกเบี้ยให้กับผู้ถือหุ้นเป็นผลตอบแทน กรณีที่เลิกกิจการผู้ถือหุ้นกู้จะได้รับเงินที่ลงทุนในหุ้นกู้คืนก่อน เนื่องจากเป็นเจ้าหนี้ของกิจการ &lt;br /&gt;ปัจจุบันเราสามารถซี้อขายหุ้นที่มีในมือได้จากตลาดหลักทรัพย์ โดยต้องเปิดบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์กับตัวแทนที่เป็นบริษัทหลักทรัพย์ก่อน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ประวัติตลาดหุ้น&lt;br /&gt;ความคิดเกี่ยวกับเรื่องหุ้นนั้นเริ่มมีมาตั้งแต่สมัยอาณาจักรโรมัน มีหลักฐานทางประวัติศาตร์แสดงเจ้าหน้าที่ของราชอาณาจักรโรมันได้มีการแจกสันปันส่วนของหุ้นให้กับกลุ่มเอกชนในการรับผิดชอบโครงการจากทางรัฐ ในช่วงยุคกลางของยุโรป บริษัท ดัช อินเดีย เป็นบริษัทแรกที่มีการแจกหุ้นเหมือนอย่างในปัจจุบัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หุ้นคืออะไร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตลาดหุ้น และ หุ้น คืออะไร? ทำไมจึงต้องลงทุนในตลาดหุ้น?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บทนำ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เศรษฐกิจของประเทศไทยนั้นหลายคนคงจะทราบกันดีอยู่แล้วว่าในช่วงหลายปีที่ผ่านมามีทั้ง ขาขึ้น และขาลง ไม่ว่าจะเป็นช่วงเศรษฐกิจเติบโตเต็มที่แบบฟองสบู่ หรือช่วงที่เกิดปัญหาวิกฤติทางด้านการเงิน และวิกฤติเศรษฐกิจอย่างหนัก ในช่วงปี พ.ศ. 2540 ถึงปี 2542 ทำให้บริษัท ห้างร้าน รวมถึงประชาชนทั่วไป ตั่งแต่ระดับร่ำรวยจนถึงยากจน ล้มละลาย และได้รับผลกระทบกันไปตามๆกัน ทำให้หลายๆคนต้องดิ้นรนต่อสู้และทำทุกๆอย่างเพื่อให้ได้มาซึ่ง รายได้ที่เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายของตัวเอง ซึ่งเราได้ฝ่าฟันวิกฤติต่างๆที่ผ่านมาได้เป็นอย่างดี จนถึงในปัจจุบันนี้เศรษฐกิจของประเทศเริ่มมีแนวโน้มที่ดีขึ้นตามลำดับ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ซึ่งจากประสบการณ์ในช่วงที่ผ่านมา ทำให้แนวความคิดในการหารายได้ของคนเริ่มเปลี่ยนไป หลายคนเริ่มอยากที่จะมีธุรกิจเป็นของตัวเอง อยากเป็นเจ้าของกิจการของตัวเอง ซึ่งเมื่อหลายคนคิดแบบนี้กันมากขึ้น ทำให้มีภาวะการแข่งขันกันเพิ่มสูงขึ้น และเกิดปัญหาในด้านการเข้าถึงแหล่งเงินทุนตามมา จึงไม่ใช่เรื่องง่ายๆในการที่จะเป็นเจ้าของกิจการของตัวเอง แต่อย่างไรก็ตาม มีสิ่งหนึ่งที่จะมาเติมเต็มความฝันของคนเหล่านี้ได้ นั่นก็คือ การร่วมเป็นเจ้าของกิจการกับบริษัทต่างๆ ที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ หรือ การลงทุนในตลาดหุ้นนั่นเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตลาดหุ้น คืออะไร?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตลาดหุ้น หรือ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย คือ ตลาดซึ่งเป็นแหล่งรวมของบริษัทหลายๆ บริษัท ที่เข้ามาทำการจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เพื่อให้ผู้ที่มีเงินเหลือเก็บ ซึ่งเราเรียกว่า "นักลงทุน" เข้ามาร่วมลงทุน และนักลงทุนเหล่านั้นก็จะเป็นหนึ่งในผู้ร่วมถือหุ้นของบริษัท หรือร่วมเป็นเจ้าของในบริษัทนั้นๆ การลงทุนในตลาดหุ้นจึงเป็นทางเลือกเพื่อการออมเงินในระยะยาวที่ผู้ออมสามารถหลีกเลี่ยง หรือป้องกันการขาดทุนที่เกิดจากระดับอัตราเงินเฟ้อได้ ตลาดหลักทรัพย์จัดตั้งขึ้นภายใต้พระราชบัญญัติตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย พ.ศ. 2517 โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อจัดให้มีแหล่งกลางสำหรับการซื้อ ขาย หลักทรัพย์ เพื่อส่งเสริมการออมทรัพย์ และเพื่อการระดมเงินทุนในประเทศ โดยได้เปิดให้มีการซื้อขายขึ้นอย่างเป็นทางการในวันที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2518 โดยชื่อภาษาอังกฤษในขณะนั้นคือ "Securities Exchange of Thailand" และได้มีการเปลี่ยนชื่อภาษาอังกฤษเป็น "The Stock Exchange of Thailand (SET)" เมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2534 เป็นต้นมา &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับการทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการซื้อขายหลักทรัพย์ และสนับสนุนการระดมเงินทุนระยะยาวของธุรกิจนั้น สามารถจำแนกออกได้ตามขนาดของธุรกิจที่ต้องการจะระดมทุน หรือ บริษัทจดทะเบียน โดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ทำหน้าที่สนับสนุนการระดมทุนในตลาดทุนของธุรกิจที่มีขนาดใหญ่ กิจการสาธารณูปโภค และรัฐวิสาหกิจที่มีการแปรรูป ซึ่งมีทุนชำระแล้วตั่งแต่ 200 ล้านบาท ขึ้นไป รวมทั้งเป็นศูนกลางการซื้อขายเปลี่ยนมือหลักทรัพย์ของบริษัทดังกล่าว ในขณะที่ ตลาดหลักทรัพย์ใหม่ ซึ่งจัดตั้งขึ้นเมื่อปี 2528 ทำหน้าที่สนับสนุนการระดมทุนในตลาดทุนของธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมที่มีศักยภาพ หรือ SMEs ที่มีทุนชำระแล้วต่ำกว่า 200 ล้านบาท และเป็นศูนกลางการซื้อขายเปลี่ยนมือหลักทรัพย์ของธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมดังกล่าว โดยเริ่มเปิดการซื้อขายหลักทรัพย์เมื่อวันที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2544&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บทบาทและภาระหน้าที่ของตลาดหุ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1) ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการซื้อขายหลักทรัพย์จดทะเบียน และพัฒนาระบบต่างๆ ที่จำเป็นเพื่ออำนวยความสะดวกในการซื้อขายหลักทรัพย์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2) ดำเนินธุรกิจใดๆที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายหลักทรัพย์ เช่น การทำหน้าที่เป็นสำนักหักบัญชี (Clearing House) ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ นายทะเบียนหลักทรัพย์ หรือกิจกรรมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;3) การดำเนินธุรกิจอื่นๆ ที่ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หุ้น คืออะไร?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลังจากได้ทราบว่า ตลาดหุ้นคืออะไร มีวัตถุประสงค์และหน้าที่อย่างไรแล้วนั้น ต่อไปเราจะมาดูว่า ตลาดแห่งนี้มีสินค้าอะไรบ้าง ซึ่งสินค้าของตลาดหุ้นก็คือ หุ้น นั่นเอง ซึ่งสินค้าก็จะมีหลากหลายแบ่งแยกตามประเภทของสินค้า และตามความสนใจของนักลงทุน จริงๆแล้ว สินค้าเหล่านี้ คงจะเคยผ่านสายตาใครหลายๆคนมาแล้ว ตามสื่อโทรทัศน์ ซึ่งจะมีตัวอักษรย่อภาษาอังกฤษต่างๆ วิ่งผ่านทางหน้าจอ โดยอักษรเหล่านั้นจะเป็นตัวย่อของบริษัท ยกตัวอย่างเช่น MCOT ย่อมาจาก บริษัท อสมท. จำกัด (มหาชน) เป็นต้น ซึ่งสินค้าในตลาดหลักทรัพย์ เราเรียกโดยรวมว่า "ตราสาร" หมายถึง เอกสารทางการเงินที่บริษัทผู้ออกหลักทรัพย์ออกมาเพื่อระดมเงินทุน จากผู้ลงทุน และเปิดให้มีการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งมีอยู่หลายประเภท ดังนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1) หุ้นสามัญ (Common Stock)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คือหุ้นที่นักลงทุนส่วนใหญ่ในตลาดซื้อขายกันอยู่ และมีจำนวนมากกว่า 80% ของหุ้นในตลาดทั้งหมด โดยหุ้นสามัญนี้เป็นตราสารประเภท หุ้นทุน ซึ่งออกโดยบริษัทมหาชนจำกัด ที่ต้องการระดมเงินทุนจากประชาชน เพื่อให้ประชาชนได้เข้าไปมีส่วนร่วมเป็นเจ้าของในธุรกิจนั้นๆ โดยตรง เช่น การมีสิทธิในการลงคะแนนเสียง ร่วมตัดสินในปัญหาสำคัญในที่ประชุมผู้ถือหุ้น โดยผลตอบแทนที่คุณจะได้โดยตรงก็คือ เงินปันผลจากกำไรในธุรกิจ กำไรจากการขายหุ้นถ้าหุ้นปรับตัวขึ้น และสิทธิในการจองซื้อหุ้นใหม่ ในกรณีที่มีการเพิ่มทุนจดทะเบียน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2) หุ้นบุริมสิทธิ (Preferred Stock)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เป็นตราสารประเภทหุ้นทุน มีข้อแตกต่างจากหุ้นสามัญ คือ ผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิจะได้รับชำระคืนเงินทุนก่อนผู้ถือหุ้นสามัญ ในกรณีที่บริษัทเลิกกิจการ หุ้นประเภทนี้มีไม่มากนักในตลาดหลักทรัพย์ มีการซื้อขายกันน้อย มีสภาพคล่องต่ำ บนกระดานหุ้นจะสังเกตุได้จาก -P เช่น SCB-P, TISCO -P เป็นต้น &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;3) หุ้นกู้ (Debenture)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เป็นตราสารที่บริษัทเอกชนออกเพื่อกู้เงินระยะยาวจากผู้ลงทุน โดยผู้ลงทุนจะมีฐานะเป็นเจ้าหนี้ของกิจการบริษัท และบริษัทจะต้องจ่ายผลตอบแทนเป็นอัตราดอกเบี้ยให้แก่ผู้ถือตามระยะเวลา และอัตราที่กำหนด โดยผู้ถือจะได้รับเงินต้นคืนครบถ้วน เมื่อสิ้นอายุตามระบุในเอกสาร ตลาดหุ้นกู้มักมีสภาพคล่องในการซื้อขายไม่มากนัก ส่วนใหญ่ซื้อขายโดย ผู้ลงทุนประเภทสถาบัน หรือผู้ลงทุนระยะยาว &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;4) หุ้นกู้แปลงสภาพ (Convertible Debenture)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หุ้นกู้แปลงสภาพ คล้ายคลึงกับ หุ้นกู้ แต่แตกต่างกันตรงที่ หุ้นกู้แปลงสภาพมีสิทธิที่จะแปลงสภาพเป็นหุ้นสามัญ ในช่วงเวลาอัตราและราคาที่กำหนดในหนังสือชี้ชวน ในช่วงที่เศรษฐกิจดี หุ้นประเภทนี้ได้รับความนิยมมาก เพราะผู้ซื้อคาดหวังผลตอบแทน ได้จากราคาหุ้นเมื่อแปลงสภาพแล้ว ซึ่งจะทำให้ได้กำไรมากกว่า ผลตอบแทนในรูปของดอกเบี้ยของหุ้นกู้ธรรมดา &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;5) ใบสำคัญแสดงสิทธิ (Warrant)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เป็นตราสารที่ระบุว่าผู้ถือครองจะได้รับสิทธิจองซื้อ หุ้นสามัญ หุ้นบุริมสิทธิ หุ้นกู้ หรือตราสารอนุพันธ์ ในราคาที่กำหนดเมื่อถึงระยะเวลาที่ระบุไว้ ใบสำคัญแสดงสิทธิ มักจะออกควบคู่กับการเพิ่มทุน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;6) ใบสำคัญแสดงสิทธิระยะสั้น (Short - Term Warrant)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ใบสำคัญแสดงสิทธิชนิดนี้จะมีอายุไม่เกิน 2 เดือน และเป็นทางเลือกหนึ่งจากการระดมทุนจากผู้ถือหุ้น แทนการจัดสรรสิทธิในการจองซื้อหุ้น และบริษัทผู้ออกหลักทรัพย์สามารถยืนคำขอให้รับเป็นหลักทรัพย์ประเภทที่ซื้อขายหมุนเวียนในตลาดหลักทรัพย์ได้ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;7) ใบสำคัญแสดงสิทธอนุพันธ์ (Derivative Warrant : DW)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เป็นตราสารที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับ ใบสำคัญแสดงสิทธิทั่วไป โดยจะให้สิทธิแก่ผู้ถือ DW ในการซื้อหรือขายหลักทรัพย์อ้างอิง ซึ่งอาจเป็นหลักทรัพย์ หรือดัชนีหลักทรัพย์ ในราคาใช้สิทธิ อัตราการใช้สิทธิ และระยะเวลาใช้สิทธิที่กำหนดไว้ โดยบริษัทผู้ออก DW เป็นหลักทรัพย์ หรือ เงินสดก็ได้ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;8) หน่วยลงทุน (Unit Trust)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คือ ตราสารที่ออกโดย บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม (บลจ.) ในรูปของหน่วยลงทุนของกองทุนรวม ซึ่งเป็นรูปแบบหนึ่งของการระดมเงินทุนจากประชาชน โดย บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวมจะเป็นผู้บริหารกองทุนให้ได้รับผลตอบแทนสูงสุด แล้วนำมาเฉลี่ยคืนให้แก่ผู้ถือหน่วยลงทุนในรูปของเงินปันผล ข้อดีของการลงทุนประเภทนี้คือ จะมีผู้บริหารมืออาชีพดูแลเงินแทนเรา มีการกระจายความเสี่ยงโดยการลงทุนในหุ้นกลุ่มต่างๆ และมีอำนาจต่อรองที่มากกว่า เพราะเป็นกองทุนขนาดใหญ่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทำไมจึงต้องลงทุนในตลาดหุ้น?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับผู้ที่มีเงินออมและประสงค์จะบริหารเงินออมของตนให้เกิดประโยชน์นั้น นอกเหนือจากการฝากเงินไว้กับธนาคารพาณิชย์หรือสถาบันการเงินต่างๆ เพื่อรับผลตอบแทนในรูปของดอกเบี้ยเงินฝากแล้ว ยังมีทางเลือกอื่นๆสำหรับการบริหารเงินออมและการลงทุนอย่างมีประสิทธิภาพได้อีกหลายวิธี การลงทุนในตลาดหุ้นก็นับเป็นทางเลือกหนึ่งของการลงทุนที่น่าสนใจ ซึ่งผู้มีเงินออมมีโอกาสได้รับผลตอบแทนจากการลงทุน ในอัตราที่สูงกว่าและหลากหลายรูปแบบกว่า เมื่อเปรียบเทียบกับการฝากเงินในธนาคาร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในสถาณการณ์ที่อัตราดอกเบี้ยเงินฝากลดต่ำลงอย่างมากอย่างในปัจจุบัน จึงไม่เป็นสิ่งจูงใจในต่อการฝากเงิน สำหรับผู้ที่มีเงินออมเหลืออยู่แล้วนั้น จะถือเงินไว้เฉยๆ โดยไม่บริหารการเงินการลงทุนอะไรเลยก็คงจะไม่เหมาะนัก ดังนั้นจึงควรพิจารณาหาช่องทางการลงทุนอื่นๆ เพื่อเพิ่มพูนผลตอบแทนจากเงินออมของตนจะดีกว่า &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดังนั้น การลงทุนในตลาดหุ้น จึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้มีเงินออม โดยเฉพาะผู้ที่ต้องการความหลากหลายในการลงทุน ทั้งประเภทของสินค้าที่จะลงทุน ผลตอบแทนจากการลงทุน เพราะในตลาดหุ้น มีสินค้าหรือตราสารการลงทุนหลายประเภท ซึ่งออกโดย บริษัทที่ประกอบธุรกิจในหลายประเภทอุตสาหกรรม สำหรับให้เลือกลงทุนได้ตามความต้องการ ทั้งนี้ การเข้ามาลงทุน และถือหุ้นในกิจกิจการใดๆก็ตามในตลาดหลักทรัพย์ จะเกิดผลประโยชน์หลายประการ ทั้งต่อตนเอง และต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวม เพราะเราจะได้มีโอกาสเข้าไปมีส่วนร่วมเป็นเจ้าของกิจการต่างๆที่มีศักยภาพ หรือธุรกิจที่มีแนวโน้มการเติบโตที่ดี และมีโอกาสได้รับผลตอบแทนทางการเงินจากการลงทุนในรูปแบบต่างๆ เช่น ได้รับเงินปันผล สิทธิในการจองซื้อหุ้นออกใหม่ หรือ กำไรจากการซื้อขายหลักทรัพย์ เป็นต้น นอกจากนี้ การลงทุนในตลาดหุ้นยังถือได้ว่ามีบทบาทในการร่วมเป็นส่วนหนึ่งที่จะสนับสนุนการพัฒนาตลาดทุนและระบบเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศอีกด้วย แต่อย่างไรก็ตาม การลงทุนย่อมมีความเสี่ยงตามมาด้วยเสมอ ดังนั้นผู้ลงทุนจึงควรศึกษาข้อมูลและวิเคราะห์ต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนอย่างละเอียด จะช่วยให้ผู้ลงทุนสามารถบริหารความเสี่ยงจากการลงทุนให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม และสามารถได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนในระดับที่น่าพึงพอใจตามที่คาดหวังได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่มาจาก&lt;br /&gt;th.wikipedia.org/wiki/หุ้น&lt;br /&gt;http://www.fpo.go.th&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5716352355116564401-8540009867324227595?l=rich2share.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://rich2share.blogspot.com/feeds/8540009867324227595/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://rich2share.blogspot.com/2009/04/blog-post.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5716352355116564401/posts/default/8540009867324227595'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5716352355116564401/posts/default/8540009867324227595'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://rich2share.blogspot.com/2009/04/blog-post.html' title='หุ้น คืออะไร?'/><author><name>elle_famous</name><uri>http://www.blogger.com/profile/05513716931450387235</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='23' height='32' src='http://4.bp.blogspot.com/_CzRexHdXy8Y/Sy3qU56pohI/AAAAAAAABZc/ektAYOt8IYk/S220/1.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry></feed>
